วันนี้

posted on 10 Jan 2012 21:21 by morethansay
เจอกัน จับมือกัน โอบกัน ความรู้สึกเปลี่ยน อารมณ์เปลี่ยน จากทะเลาะกัน ระแวงกัน หมดศรัทธากัน ทำไมมันหายไปหมด เฮ้อ.....ใครเป็นคนปลูกฝังว่าต้องแต่งงานมีพิธีการ ใส่เข้าในหัวมนุษย์ รู้ไหมพอมันถึงเวลา ไม่ใช่คนไม่พร้อมจะกดดัน แต่คนพร้อมก็กดดันเช่นกัน ครอบครัว สังคม ขี้ปาก เยอะสิ่งอัน!
วันนี้ได้สรุปเรื่องค้างคาใจบางเรื่องออกไป(บ้าง)
เค้าไม่ได้อยากกดดันตัวเองหรอกนะ
แต่มันเป็นสิ่งที่ทำไมเราจะคุยเรื่องแบบนี้
กับแม่เราเองไม่ได้ ตัวเองน่าจะรู้ดีนะว่าเค้าคิดอะไรอยู่
การเป็นผู้หญิงที่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนมานาน
เรื่องของเรามันไม่ใช่แค่เรื่องของเราแล้ว แต่มัน
เป็นเรื่องของพ่อแม่แนน และพ่อแม่หงี

ตอนนี้บ้านแนนเองก็ได้แต่ทำใจแล้วว่า
ลูกสาวคงอีกนานกว่าจะแต่งงาน
ใครถามก็ได้แต่ตอบไปว่า 35 โน้นกว่าจะแต่ง
บางทีเรื่องของเรามันก็ไม่ใช่แค่เรามีความสุขแล้วพอจบ
แต่คนรอบข้างเรา โดยเฉพาะพ่อแม่เราเค้าควรจะมีความสุขด้วย
หงีเป็นผู้ชาย ที่บ้านอาจจะไม่เดือดร้อนอะไร แต่เค้าเป็นผู้หญิง
มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ตัวเองควรจะเข้าใจมัน
แนนไม่อยากได้เหตุผลว่า "แค่เราสองคนมีความสุขก็พอแล้วนี่" มันไม่ใช่
บางทีหงีอาจจะต้องมาเปิดใจด้วยตัวเองให้พอ่แม่เค้าได้รับรู้ด้วยซ้ำ
ว่าหงีคิดอะไร คุยกับที่บ้านไว้ยังไง วางแผนไว้ยังไง
มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสักนิด

แนนไม่อยากให้หงีมองความรักแต่ด้านความรู้สึก หรือมองด้วยหัวใจอย่างเดียว
มันต้องมองด้วยเหตุผลและสมองด้วย ความรักมันทำให้จิตใจเราสดชื่น
แต่หากเป็นความรักที่มีไปวันๆมันจะเป็นความสุขที่ยั่งยืนได้ยังไง
กลายเป็นว่าเรามองความรักของเราวันต่อวัน แค่วันนี้หงีทำให้แนนมีความสุข
ก็พอ จบ... มันไม่ใช่หงี แนนไม่ต้องการแค่นั้น แนนต้องการอนาคตด้วย

เค้าไม่อยากมีความสุขแบบเอาตัวร้อนและทิ้งให้คนอื่น(พ่อแม่) เป็นทุกข์
เอาเป็นว่าหงีอยากทำอะไรก็ทำ แนนจะรอแล้วกัน รอมันไปเรื่อยๆเนี่ยแหละ
แต่อย่าให้นานจนเกินความพอดี อย่าเอาแต่ตามใจตัวเอง บางทีก็ต้องดูด้วยว่ามัน
พอได้แล้วหรือยัง หงีควรจะต้องคิดถึงคำว่า"เรา" มากกว่าคำว่า "ตัวเรา" บ้าง
ความรักอย่างเดียวกินไม่ได้ มันต้องมี status ด้วย หวังว่าจะเข้าใจนะ
และหลังจาก 30 สาบานเลยว่าแนนไม่มีลูกเด็ดขาด อยู่กันสองคนเนี่ยแหละ
ถึงแม้ว่าเราจะเป็นลูกคนโตกันทั้งคู่ก็ตาม  แนนไม่แคร์

2005 - 2012

posted on 08 Jan 2012 21:33 by morethansay
ย้อนกลับไปเมื่อปีตุลาคม 2005 ที่เราเริ่มคบกัน
ตอนนี้มกราคม 2012 ใกล้จะคบรอบ 7 ปีแห่งตัวเลขอาถรรพ์แล้ว
หากไม่ได้แต่งงานกันไปซะก่อน ตามความเชื่อของคนทั่วไป
แต่หงีคงไม่เชื่อ และแนนเองก็ไม่ได้เชื่อ แค่แอบหวั่นใจ

อีกไม่กี่เดือนเราสองคนก็จะจบปริญญาโทกัน
สิ่งที่แนนขอหงีก่อนอายุจะ 30 ปีคือ เราแต่งงานกันได้ไหม
(ตอนขอเป็นแฟนก็เป็นแนนที่พูด ตอนขอแต่งงานก็ยังคงเป็นแนน)
แต่ความจริงที่พบคือหงีเองยังไม่พร้อมเลยสักนิด
ซึ่งเป็นสิ่งที่แนนเองก็ไปจัดการอะไรเลยก็ไม่ได้ด้วย
ไม่เถียงว่าแอบอิจฉาเพื่อนๆที่ทะยอยแต่งงานกันไปหลายคนแล้ว
บางคนมีลูก บางคนทุกข์ บางคนสุข
แต่สุดท้าย แนนก็อยากจะมี step ชีวิตที่ Basicบ้าง
เริ่มจากหน้าที่การงานมั่นคง เงินเดือนเลี้ยงตัวเองได้
มีรถเป็นของตัวเอง มีบ้านเป็นของตัวเอง
ให้พ่อแม่ได้อยู่ จากนั้นก็แต่งงาน มีบ้านของเราเอง มีครอบครัวของเราเอง

แต่...จากวันนี้ที่คุยกัน แนนเองก็ยังไม่มั่นใจในตัวหงีอยู่ดี
แถมยังได้ยินจากปากหงีเองอีกกว่า
หากเป็นอย่างงี้ หงีไม่พร้อมแบบนี้
แนนไปหาคนอื่นที่ดีกว่า เมื่อเราเรียนจบโท
เราก็แยกย้ายกันดีกว่าซึ่งแนนก็ตกลง หากจบโท
แล้วหงีไปคุยกับที่บ้าน ที่บ้านก็ยังไม่ให้แต่ง
เพราะหงีฐานะการเงินยังมั่นคงพอ
แถมหงีก็เลือกที่จะตามความฝันของตัวเอง
ไม่อยากทำงานที่บ้าน อยากไปเริ่มงานข้างนอก
ขอโทษนะที่จะขอตัดสินว่า
มาเริ่มตอนนี้สำหรับหงีคงไม่มีปัญหาอะไร
แต่สำหรับเรื่องของเรามันสายมากไปแล้วนะ
ถ้าหงีอยากอยู่ด้วยกันจริงๆ หงีควรจะมองความเป็นจริง
แต่หากละทิ้งความฝันไม่ได้ แนนเองก็ทำใจ
เพราะมันไม่มีทางทำได้ตามเป้าที่แนนตั้งไว้
คือ แนนไม่ต้องการแต่งงานตอนอายุ 30

ช่วงนี้พูดเรื่องแต่งงานบ่อยเพราะเห็นว่าสมควรถึงเวลา
เราอยู่ด้วยกันมานานในระดับแฟน มันควรจะมีพัฒนาการ
ไปได้มากกว่านี้แล้ว แต่นี่มันยังไม่เห็นความเป็นไปได้
ทั้งเสียใจ เสียดาย จริงๆ
 
รักมากนะ แต่ความรักของแนนต้องไม่ย้ำอยู่กับที่
และที่แนนพยายามสร้างทุกอย่าง ทำทุกวันนี้ก็เพื่อ
ตัวแนนเองและ ชีวิตของเราสองคน หงีก็ลองไปทบทวนดูหล่ะกัน
ปัจจัยคำว่าครอบครัว แนนสร้างคนเดียวไม่ได้หรอก